Top
^
แต่งงาน > ประเพณีการแต่งงาน > งานแต่งงานแบบล้านนา
 

งานแต่งงานแบบล้านนา

โพส :: [ 29 ตุลาคม 2552 ] | จำนวนคนอ่าน 11363 คน
เรียบเรียงโดย :

การแต่งงานนี้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเอาผัวเอาเมียแต่หากผู้แต่งงานมียศศักดิ์หรือฐานะสูงหรือมีฐานะสูงจะเรียกการแต่งงานว่า กินแขก

พิธีแต่งงาน

หนุ่มสาวชาวล้านนาโดย ปกติจะมีอิสระในการเลือกคู่ครองหรือเลือกผัวเลือกเมียของตน ยกเว้นในกรณีที่พ่อแม่สาวบางคนมีสถานภาพทางสังคมสูงหรือมีฐานะร่ำรวย พ่อแม่มักจะมองหาผัวไว้ให้ลูกสาว ถึงแม้ว่าลูกสาวจะไม่เห็นด้วยก็ตามพ่อแม่ก็จะบังคับให้ตกลงจนได้

การเลือกคู่ครองของคนที่มีฐานะ

การเลือกคู่ครองของคนที่ มีตำแหน่งหน้าที่ คนที่มีหน้ามีตามียศมีศักดิ์ จะต้องตั้งอยู่ในกรอบและมีศักดิ์ศรี ไม่มีความเป็นอิสระเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป เมื่อเลือกคู่ก็ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมกันของตระกูล ฐานะ ความรู้และโอกาสในสังคมให้ใกล้เคียงกัน เมื่อหญิงสาวหรือชายพอใจบุคคลผู้ใด ก็ต้องบอกให้พ่อแม่ของตนรู้เสียก่อน ถ้าพ่อแม่เห็นดีเห็นงามด้วยก็มักจะไม่มีปัญหา เมื่อฝ่ายชายและหญิงพร้อมที่จะอยู่กินด้วยกันแล้ว ฝ่ายชายจะขอให้พ่อแม่ไปเจรจาสู่ขอหญิงจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองหญิงนั้น เรียกว่าไปฟู่ เมื่อญาติฝ่ายหญิงไม่ขัดข้องก็จะมีการสู่ขอ การสู่ขอคือฝ่ายชายต้องมีเจ้าของจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นเครื่องสู่ขอ ของที่นิยมใช้สู่หญิงนั้นมีไร่นา สวน บ้านและวัวควาย เมื่อสู่แล้วของสู่เหล่านั้นจะตกเป็นสมบัติของหญิง ส่วนใหญ่เมื่อแต่งงานกันแล้วของสู่นั้นก็จะมารวมกันเป็นสมบัติของทั้ง ๒ สามีภรรยานั่นเอง มีบางรายที่หญิงได้ให้ของสู่เป็นของพ่อแม่ตัวเองหลังจากที่มีการสู่ขอกัน แล้วต่อไปผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่ายจะหาฤกษ์หาวันเพื่อทำพิธีหมั้นหมายกัน ของหมั้นของหมายจะมีเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยทองหรือแหวน เป็นต้น

การเลือกคู่ครองของคนทั่วไป

การเลือกคู่ครองของคนในระดับนี้ ถือแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีอิสระในการเลือกคู่อย่างเต็มที่ มีการพูดคุยกัน ดูใจกันเป็นเวลานานพอสมควร บางคู่ดูกันเป็นเวลา ๕ ถึง ๖ ปี ก็มี

การเลือกคู่เริ่มต้นกันที่การแอ่วสาวอู้ สาว หญิงใดที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปี คืออยู่ในวัยที่จะมีคู่ครองได้จะพยายามเรียนรู้การอู้บ่าวคือการพูดคุยกับ หนุ่ม ๆ จากคนที่อยู่โดยรอบซึ่งเป็นการถ่ายทอดตามธรรมชาติอย่างในกรณีที่หญิงนั้นมี พี่สาวมีพี่สาว ซึ่งเด็กโตแต่ยังไม่เป็นสามมักจะอยู่เป็นเพื่อนของพี่สาว ซึ่งเด็กโตแต่ยังไม่เป็นสาวมักจะอยู่เป็นเพื่อนของพี่สาวในเวลาที่อยู่นอก นั้น จะคอยฟังคำอู้คือคำพูดจากทั้งชายและหญิงที่คุยกันและจดจำเอาไว้ เมื่อโตเป็นสาวแล้วจะใช้คำที่เคยจำมานั้นเป็นคำอู้บ่าวหรือโวหารที่สามารถ โต้ตอบกับหนุ่มที่มาเยือนได้

คำอู้บ่าวอู้สาวเป็นสำนวนกล่าวที่เป็น กวีนิพนธ์ในรูปของฉันทลักษณ์คร่าวหรือค่าว ดังนั้นจึงมักเรียกโวหารนี้ว่า คำคร่าวคำเครือหรือคำอยอกสาว

เด็กสาวเมื่ออายุโตพอที่จะเอาผัวได้ แล้วก็จะเริ่มอยู่นอกคือทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นสานกระบุง เย็บปักถักร้อย หรืองานเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ในเวลากลางคืนเพื่อรอคอยบ่าวหรือหนุ่มมาอู้หรือมาคุยด้วย ในสมัยก่อนหญิงหรือชายจะเริ่มเคี้ยวหมากตั้งแต่อายุประมาณ ๑๒ ปี ในวัยนี้สาวจึงต้องมีแอ็บหมากหรือขันหมากเป็นของตนเองเรียกว่าขันหมากสาว ฝ่ายพ่อแม่จะรู้โดยธรรมชาติหรือธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติกันมา เมื่อลูกสาวอยู่นอกแล้ว พ่อแม่ก็มักจะนอนตั้งแต่หัววัน จะไม่อยู่เป็นที่กีดขวางให้เป็นที่แกรงใจแกบ่าวและสาว แต่จะหลับหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคนที่มาแอ่วหาลูกสาวเป็นคนดีก็จะไม่ค่อยหลับ จะคอยฟังเหตุการณ์อยู่บ่อย ๆจากการฟังของพ่อแม่นั้นท่านก็พอจะรู้ได้ว่าคนที่มาคุยกับลูกสาวมีคำพูดคำจา ดี เป็นหลักเป็นฐานหรือไม่และอุปนิสัยใจคอเป็นอย่างใด ถ้าพูดจาเป็นผู้ใหญ่ พูดเป็นหลักเป็นฐานท่านจะชอบ การไปอู้สาวนั้นถ้าเป็นคนได้เคยบวชเรียนเป็นพระภิกษุมาก่อนที่เรียกว่า หนาน ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยบวชเรียนมา พ่อแม่ของสาวมักจะชอบหนานมากกว่าคนทั่วไปถือว่าหนานหรือขนานเป็นคนสุกคือได้ รับการฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว เป็นคนที่มีความอดทนสูงซึ่งจะใจเย็นและรอบคอบและเป็นคนที่มีคุณธรรมพ่อแม่ มั่นใจว่าจะไม่ทิ้งลูกสาวของตน

การแอ่วสาว

การแอ่วสาวหรือการไป จีบผู้หญิง เป็นกิจกรรมที่พวกบ่าวหรือชายหนุ่มจะไปกันในเวลากลางคืน โดยเริ่มเวลาประมาณ ๒ ทุ่มขึ้นไป การไปนั้นอาจบรรเลงเครื่องดนตรีไปตามทางด้วย เครื่องดนตรีก็มีสะล้อ ซึง ขลุ่ย ในระหว่างที่เดินทาง เช่น ช้อยหรือขับทำนองเสนาะว่า _

สาวเหยสาว อ้ายมาฟู่น้อง หวังเป็นคู่ป้องรอมแพง ยามเดือนส่องฟ้า ดาวก็ดับแสง พี่เหลียวคอยแยงเคหาแห่งเจ้า พี่บ่รักใผ เท่านายน้องเหน้า ในโขงชุมพูโลกนี้

หรืออีกบทหนึ่งว่า เดิมาซ้อยล้อย น้ำย้อยปลายตองพี่เทียวล่องคลอง น้องหยังบ่เอิ้น

หรือหนุ่มที่เกเรเมื่อไปถึงบ้านสาวแล้วไม่เห็นสาวอยู่นอกคือดับไฟเข้านอนตั้งแต่หัววัน อาจจะขับช้อย กระทบกระแทกสาวไปด้วยว่า

สาวหลับเช้ากินขี้หมากองบ่าวเทียวคลอง กินชิ้นไก่ต้ม แปลว่าหญิงสาวที่เข้านอนแต่หัวค่ำกินขี้หมา หนุ่มที่เดินถนนอยู่นั้นกินไก่ต้ม

การไปแอ่วสาว ส่วนมากจะไปแอ่วสาวต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล บางคนแอ่วไกลเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร บ่าวจะไม่นิยมแอ่วสาวในหมู่บ้านเดียวกัน เพราะถือว่าเห็นหน้ากันทุกวัน และได้รู้ถึงความเป็นอยู่ดีหรือไม่ดีของกันและกันตลอดเวลา หญิงก็ไม่ค่อยจะคุยกับบ่าวบ้านเดียวกัน แต่ก็มีบางคู่ที่คุยสาวในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อบ่าวพบหน้ากันจะชักชวนนัดหมายกันว่าจะไปเที่ยวสาวที่ไหนกันดี และเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนฝูง _ หมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้มีสาวสวย หรือสาวบ้านนั้นเรือนนี้อยู่นอก สาวคนไหนสวย สาวคนไหนพูดจาดี สาวคนไหนรวยหรือจน

เมื่อไปแอ่วสาววันแรก หนุ่ม ๆ ไปด้วยกัน เช่น ๒ คน ๓ คน ในกลุ่มของหนุ่มแต่ละกลุ่มนั้นจะมีคนที่ใจหล้า อาจเป็นคนพูดจาตลกโปกฮาหรือพูดเก่ง คนประเภทนี้มักจะไม่ค่อยหล่อเหลา แต่ก็ต้องใช้บุคคลอย่างนี้เป็นคนพูดนำทางก่อน เมื่อไปด้วยกันหลายคนก็จะช่วยกันหยอกเอินปูทางดู ในระหว่างนี้จะสังเกตไปด้วยว่าสาวแสดงออกด้วยการพูด หรือด้วยสายตาว่าชอบชายใด เป็นการเสนอตัวให้สาวเลือก เมื่อรู้ว่าสาวชอบคนใด เพื่อน ๆ จะปล่อยให้บ่าวคนนั้นพูดคุยเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกันจะขอตัวไปคุยสาวที่ที่เรือนอื่นต่อไป ในเวลากลับ บ่าวที่ไปเที่ยวสาวไกลจะกลับมารับบ่าวที่คุยสาวบ้านใกล้กว่า เพื่อจะได้มีเพื่อนกลับบ้านด้วยกัน

การแอ่วสาวเป็นการเสนอ ตัวของฝ่ายชายให้สาวเป็นผู้เลือกคู่ครองโดยชายจะขอความรักความเห็นใจจากฝ่าย หญิง การอู้สาวก็คือการพูดจาเกี้ยวหญิง เมื่อหญิงใดอยู่นอก ก็แสดงว่าพร้อมที่จะเลือกคู่

ในการไปแอ่วสาวซึ่งอยู่ ในหมู่บ้านหรือตำบลที่อยู่ห่างไกลพวกหนุ่มจะพกอาวุธเพื่อป้องกันตัวใน ระหว่างการเดินทางไปด้วย อาวุธส่วนใหญ่จะเป็นมีดเล็กปลายแหลมที่เรียกว่ามีดซุยหรือไม่ก็เป็นดาบแล วซึ่งเป็นดาบขนาดกลาง การนำอาวุธติดตัวไปก็เพื่อการป้องกันตัว ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากคนร้ายหรือสัตว์ร้าย ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านสาว ก่อนจะขึ้นบ้านจะต้องนำอาวุธเหล่านั้นซ่อนไว้ข้างล่าง เช่น ตามโคนไม้ พุ่มหญ้า จะไม่นำขึ้นบ้านสาว เพราะว่าสาวจะไม่ชอบ ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติแก่สาว

การอยู่นอกของสาว

เด็กสาวเมื่ออายุโตพอที่ จะเอาผัวคือสามีได้แล้วก็จะเริ่มอยู่นอกคือทำงานเล็กๆ น้อย ๆ เช่น สานแห ผ่าหมาก หรืองานเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ในเวลากลางคืน เพื่อรอคอยบ่าวหรือหนุ่มมาอู้หรือมาคุยด้วย ซึ่งกลุ่มหนุ่มก็มักจะรู้กันว่า สาวคนใดอยู่นอก สาวคนใดที่รวยจนประการใด สาวคนใดนิสัยเป็นอย่างไร บ่าวหรือหนุ่มก็จะมาพูดคุยด้วยจนบางคนอาจมีคนคู่หมายเป็นที่รู้กันทั่วไป ในกรณีนี้ ชายคู่หมายของหญิงจะเรียกว่า ตัวพ่อ ( อ่าน ตั๋วแม่ )

เมื่อสาวใดยังไม่มีคู่ หมายที่แน่นอนก็จะอยู่นอกเกือบทุกคืน อาจจะมีเว้นในวันโกนหรือวันพระ การอยู่นอกของสาวอาจจะอยู่คนเดียวหรือมีเพื่อนสาวบ้านใหล้กันมาอยู่เป็น เพื่อนด้วย เรือนหนึ่งอาจจะมีสาวอยู่นอก ๒ คน ๓ คนก็มี สาวบางเรือนที่มีงานต้องทำในเวลากลางคืน เช่น ตำข้าวอยู่ที่โรงมอง ( อ่าน โฮงมอง ) หรือโรงที่ตั้งครกกระเดื่องโดยมีเพื่อนสาวมาช่วยตำ การตำข้าวด้วยครกมองนี้จะต้องช่วยกันอย่างน้อยก็ ๒ คน คนหนึ่งตำอีกคนหนึ่งคอยคนข้าวในครกการตำข้าวในเวลากลางคืนของสาว ๆ นับเป็นที่สนุก ยิ่งในคืนเดือนหงายด้วยแล้ว ตำไปด้วยหูตาจะคอยดูว่าจะมีบ่าวมาคุยด้วย บางคนตำเป็นกลเม็ดเรียกว่า แดะหางมอง คือเป็นเสียงที่ไม่เป็นจังหวะของการตำข้าวและเสียงมองจะดังรัวกว่าการตำตาม ปกติ เมื่อบ่าวเดินตามถนนได้ยินเสียงครกมองจะเข้าไปคุยด้วย อาจจะช่วยตำข้าวด้วยคุยไปด้วย
เมื่อเป็นหนุ่ม เป็นสาวก็จะพยายามหาคู่ครองและช่วยกันปลูกบ้านปลูกช่องมีหอมีเรือนไป แต่ถ้าหนุ่มสาวใดเมื่อเลยวัย ๓๐ ไปแล้ว ยังหาคู่ไม่ได้คือ บ่เป็นหอเป็นเรือนถือว่าเป็นที่น่าอับอายขายหน้า นับว่าเป็นคนสุด คือไม่มีใครต่อไปแล้ว เรียกว่า บ่าวเคิ้น สาวเคิ้น หรือ บ่าวเถ้า สาวเถ้า

อู้สาว

สาวที่จะอยู่นอกคอยบ่าว มาอู้เกี้ยวพาราสี สิ่งที่ต้องเตรียมไว้คือขันหมาก ขันหมากเรือนหนึ่งอย่างน้อยมี ๒ ที่ คือขันหมากประจำบ้านที่ใช้บริโภคหรือรับแขกตามปกติทั่วไปเรียกว่าขันหมากรวม และขันหมากส่วนตัวของสาวสำหรับสาวคนนั้นแลแคนในเรือนเดียวกัน คนที่จะเคี้ยวขันหมากสาวได้อีกคนก็คือ ตัวพ่อคือคู่หมายของนางเอง การคุยกันระหว่างบ่าวและสาวนั้น ในตอนแรกจะไม่พูดต่อกันโยตรงแต่จะพูดผ่านขันหมาก คือใช้ขันหมากเป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคงเพราะว่าเมื่อยังไม่คุ้นเคยกันดี ถ้าจะพูดกันตรง ๆแล้วอาจจะเกิดการกระดากขวยเขินก็เป็นได้ จึงใช้วิธีพูดผ่านขันหมาก เมื่อหนุ่มคนใดขึ้นเรือนไปทางฝ่ายสาวจะแสดงไมตรีโยการเชิญเคี้ยวหมากก่อน หมายถึงให้เคี้ยวที่ขันหมากรวมหรือบ่าวอาจจะพูดขอเคี้ยวหมากเสียก่อน แล้วสาวจึงจะเชิญให้เคี้ยวหมากภายหลังก็ได้

เมื่อไปถึงบ้านสาวแล้ว ฝ่ายบ่าวจะอยู่ข้างล่างคอยชะเง้อดูบนเรือนก่อนว่ามีบ่าวคนอื่นบ้านอื่น คุยอยู่กับสาวหรือไม่ หากมีบ่าวคุยอยู่ก่อนแล้วเขาก็จะไม่ขึ้นเรือนนั้น แต่จะหลีกไปเยือนสาวอื่นต่อไป ถ้าขึ้นไปบนเรือนทั้งที่มีบ่าวอื่นคุยอยู่ก่อนแล้ว หรือเรียกว่าขึ้นซดนั้น ถือว่าเป็นคนไม่มีมารยาท เมื่ออยู่ข้างล่างดูแล้วเห็นว่าไม่มีใคร บ่าวจะขึ้นไปนั่งที่หัวบันไดและกล่าวขออนุญาตจากสาว เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงขึ้นไปนั่งในที่สมควร ทั้งนี้ บางครั้งสาวจะสังเกตว่ามีคนมาอยู่ข้างล่างหรือมีเสียงสุนัขเห่า ก็จะกล่าวเชิญบ่าวให้ขึ้นไปบนเรือนก็ได้

ในการอู้บ่าวอู้สาวนั้น มักจะใช้คำที่เป็นปริศนาซึ่งคนฟังต้องตีความหมายของคำให้ถูก ยิ่งเป็นบ่าวแล้ว ถ้าสู้คารมสาวไม่ได้ สาวมักจะถามเอากล้วยน้ำว้าให้กิน คือเปรียบกับเด็กอ่อนเลยทีเดียว อีกอย่างหนึ่ง การหยอกเอินด้วยคำปริศนานั้นทำให้บ่าวรู้ได้ว่าสาวพอจะชอบตนหรือไม่ชอบ เช่น ถ้าถามสาวว่า น้องกินเข้ากับอะหยัง อันเป็นคำถามแรกที่คนเมืองจะถามกันก่อนจะถามอย่างอื่น ถ้าสาวตอบว่า กินข้าวกับน้ำพริก แสดงว่าสาวไม่ชอบคนนั้น เพราะคำว่า พริก ออกเสียงคล้ายพลิก ( อ่าน ปิ๊ก ) คือกลับ หมายความว่าให้บ่าวกลับบ้านเสีย ถ้าสาวตอบว่า กินเข้ากับแกงแค ซึ่งมีเสียงใกล้กับคำว่า แล คือใช้สายตาเหลือบแล แสดงว่าสาวชอบ ถ้าตอบว่า กินข้าวกับแกงฟัก เสียงของคำใกล้กับ คำว่า รัก เป็นการแสดงความนัยว่าสาวรักคนที่มาหา บ่าวบางคนเมื่อรู้ว่าสาวเป็นคู่หมายของบ่าวในบ้านเดียวกันแล้ว ก็มักจะถามเป็นปริศนาว่า น้องสีจะมักกินหน่อเรียว ซึ่งเป็นความหายว่าสาวมีคนรักเป็นคนบ้านเดียวกัน เป็นต้น บ่าวบางคนเมื่อขึ้นไปบนเรือนแล้วชอบนั่งคาบันได ซึ่งสาวจะไม่ค่อยชอบ เพราะใครจะขึ้นบ้านลงบ้านก็ลำบาก บ่าวอื่นที่จะมาแอ่วก็ขึ้นบ้านไม่ได้เรียกว่านั่งคาบันได ยิ่งมาพูดว่า ขอนั่งหนี้สักตัว ขอหนัวหนี้สักวา ถ้าพี่อ้ายเพิ่นมา จะลุกหื้อแถมใหม่ สาวก็มักจะตอบว่า นั่งเทอะนั่งเทอะ บ่ใช่ที่ใผ ที่หัวคันได ที่นอนหมาโก้ง มีบางรายที่หยอกกันไปแล้วบ่าวและสาวไม่ถูกชะตากัน ก็อาจพูดแดกดันด่ากันในทีก็มี เช่น สาวพูดว่า พ่อร้างพ่อหม้าย บ่เอาช่างเทอะ บ่น้อยบ่แหนง บ่ได้กำแครง เซาะขอกินเข้า หรือ แม่หม้ายแม่ร้าง เหมือนค่างยองตอ เอาปูนกันคอ ชุ้ยหมาเห่าเหล้น สาวจะด่าตอบว่า พ่อหม้ายพ่อร้างเอามาเยียะหยัง เอาตีนคะนัง ดีดตางบ่าต้อ คือจะเตะพ่อหม้ายเหมือนเตะตะกร้อ

ในการขึ้นไปนั่งบนเรือน ของสาวนั้นที่นั่งที่ถูกต้องคือ ที่ข่มเรือนหรือบริเวณที่ยกระดับจากทางเดิน ซึ่งสามารถนั่งห้อยเท้าอย่างสบาย หรือนั่งพิงเสาเรือน บ่าวบางคนที่เป็นคนขี้อาย จะนั่งตรงเสาโดยให้เงาเสาบังหน้า เมื่อพูดเกี้ยวสาว ๆจะได้ยินเสียงแต่มองไม่เห็นหน้า สาวมักจะรำคาญแลอาจจะพูดขึ้นว่า คนที่นั่งลับเสา ถ้าเขี้ยวบ่เว่าก็คางพอง

ในการพูดอู้สาวคนใดคน หนึ่งในระยะแรก ๆ นั้นมักจะใช้คำกล่าวหรือสำนวนประกอบการสนทนาที่เป็นกวีโวหารโดยเป็น ฉันทลักษณ์ประเภทคร่าวหรือค่าว คำสนทนาจึงมีลักษณะ เป็นคร่าวเป็นเครือ เช่น เมื่อบ่าวขอเคี้ยวหมากโดยพูดกับขันหมากว่า เทขันจา ถ้าพี่อ้ายเพิ่มมา ค่อยดาแถมใหม่ หื้อคนบ่ได้เคี้ยวเสียก่อน สาวก็ตอบว่า เคี้ยวเทอะ เคี้ยวเทอะ พลูหนึ้งเมืองเถิน บ่กลัวคอเอิม เคี้ยวเทอะพี่อ้าย หรืออาจพูดแสดงนัยว่า เคี้ยวเทอะเคี้ยวเทอะ พลูข้าบ่หอม บ่มีไผทอม เค้ามันบ่อ้วน ( ไม่มีคนดูแลต้นพลูนั้นจึงไม่อ้วน )

ในคืนแรกที่อู้สาวนั้น บารณให้ใช้เวลาหยอกเอินดูนานแค่เคี้ยวหมากคำแรกจืด ถ้าสังเกตเห็นว่าสาวไม่มีไมตรีด้วยบ่าวจะลากลับไปเที่ยวสาวบ้านอื่นต่อไป มีบ่าวบางคนที่เห็นว่าสาวไม่แสดงไมตรีต่อตน ก็คิดจะแกล้งโดยไม่ยอมลุกลงจากเรือน นั่งตื้อพูดคุยอยู่อย่างนั้น จะทำให้สาวไม่พอใจ เพราะบ่าวอื่นที่มาแอ่วเห็นมีคนอยู่แล้วก็จะไม่ขึ้นเรือน เมื่อบ่าวคนนั้นลงเรือนไป สาวจะใช้ไม้กวาดตรงที่บ่าวคนนั้นนั่ง พร้อมทั้งกล่าวว่า ไป เพราะเชื่อกันว่าเมื่อใช้ไม้กวาด กวาดที่นั่งของแขกที่เพิ่งลุกไปแล้ว จะทำให้แขกคนนั้นเบื่อหน่ายบ้านนั้นและจะไม่ยอมกลับไปอีก

คำที่ฝ่ายชายพูดคุยเวลา ที่อู้สาวมักจะเป็นคำพูดที่เป็นการฝากเนื้อฝากตัวเป็นคำออดอ้อนให้สาวเมตตา และเห็นใจ ส่วนสาวก็มักจะเป็นคำที่ตอบโต้และถามไปในทางซักไซ้ไล่เลียง ล้อเลียน ปฏิเสธ หรือรับคำออดอ้อนของบ่าวไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว การเที่ยวสาวแอ่วสาวใช้เวลาเป็น ๒ช่วง คือช่วงตั้งแต่และประมาณ ๒ ทุ่มเป็นต้นไป จนถึงประมาณ ๔ ทุ่ม เป็นช่วงที่แอ่วสาวทั่วไปเพื่อความสนุกสนาน การอู้สาวช่วงนี้จะเป็นคำค่าวคำเครือ ส่วนในช่วงดึกตั้งแต่เวลา ๔ ทุ่ม เป็นต้นไป เป็นช่วงที่คู่หมายของสาว ตัวพ่อ (อ่าน '' ตั๋วป้อ '' ) มาคุยต่อจนถึงจวนสว่างก็มี คนที่เป็น ตัวพ่อและตัวแม่ เมื่อคุยกันนี้จะไม่พูดดเป็นคำคร่าวคำเครืออีกต่อไปคงพูดกันด้วยภาษาแบบ ธรรมดา ซึ่งก็มักจะพูดกันถึงเรื่องการสร้างหลักปักฐานในอนาคตเมื่อได้อยู่ร่วมกัน แล้ว

การที่เรียกว่า ตัวพ่อ ตัวแม่ กันนั้น คือการที่เป็นคู่หมายกัน บางคนใช้เวลาเป็นคู่หมายกันตั้งสองสามปีจึงจะเอากันเปนผัวเปนเมีย ได้

การไปเที่ยวงานบุญต่าง ๆ ของสาว เช่นงานบุญที่วัด งานสงกรานต์ งานดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่
เป็นต้น สาวในล้านนาสมัยก่อนไม่ใช่ว่าจะออกไปเที่ยวนอกบ้านได้ง่าย ๆ ต้องไปกันเปนกลุ่มหรือไปกับพ่อแม่ ในเวลาที่นั่งดูซอ ดูลิเก สาวต้องอยู่ใกล้พ่อแม่ตลอดเวลา จะหนีไปเที่ยวคนเดียวไม่ได้ บุตรสาวต้องอยู่ในสายตาของแม่ตลอดเวลา
การผิดผี

การที่หนุ่มสาวนั่งคุย กันนี้ ถ้าบ่าวคนใดคิดไม่ดี คิดจะล่วงเกิน สาวจะรู้และระวังตัว โดยเฉพาะหนุ่มที่สาวยังไม่คิดจะอยู่กินด้วย เมื่อขยับเข้าใกล้สาวจะขยับตัวหนี จนถึงธรณีประตูเรือนนอน ที่สุดจะข้ามไปอยู่ด้านใน บ่าวจะไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไป ถ้าชายใดจับมือถือแขนสาวหรือข้ามล่วงธรณีประตูเข้าไป หญิงจะส่งเสียงร้องให้พ่อแม่ตื่นขึ้น และเจรจากับชายใจกล้าเพราะถือว่าได้มีการผิดผีขึ้นแล้ว รุ่งขึ้นพ่อแม่หญิงจะแจ้งให้พ่อแม่ชายรู้และให้ไปเสียเงินค่าผี หรือเลี้ยงผีตามประเพรี เมื่อเลี้ยงผีแล้ว ถ้าหญิงไม่ชอบก็จะไม่แต่งงานและไม่ยอมพูดคุยกับชายนั้นอีก

มีบางรายที่บ่าวเป็นคน อันธพาล ไม่รักษาขนบประเพณีมีแต่คิดคะนอง ไปแอ่วสาวและยังไม่ได้เป็นตัวพ่อตัวแม่คู่หมายซึ่งกัน ฝ่ายสาวก็ไม่ได้เลือกหรือคิดจะเอาเป็นคู่ครองบ่าวคนนั้น เกิดกระทำ

จับเนื้อต้องตัวสาว ฝ่ายสาวจะเอะอะโวยวายพ่อแม่สาวได้ยินจะออกมาต่อว่า และให้ไปบอกพ่อแม่ชายให้มาเสียผี หรือฝ่ายสาวจะบอกความแก่พ่อแม่ พ่อแม่สาวจะบอกความแก่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายให้เป็นเสียผี แต่ว่าไม่รับชายนั้นให้อยู่กินกับหญิงเป็นผัวเป็นเมีย อย่างนี้เรียกว่าเสียผีไม่เอาอัตราค่าเสียผีเป็นเงินจำนวนมากหรือน้อยก็จะ แล้วแต่ผีของฝ่ายสาวกินไก่หรือกินหมู การเสียผีไม่เอาแพงกว่าเสียผีเอาการที่ผิดผีแล้วไม่เอาเกือบจะไม่มี ส่วนใหญ่เกิดจากฝ่ายชายไม่เอาหญิง มีบ้างที่หญิงไม่เอาชายเพราะได้สืบรู้มาว่าชายเป็นคนประพฤติไม่ดี เช่น เป็นคนดื่มเหล้า เล่นการพนัน เป็นต้น พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะไม่ให้ลูกสาวแต่งงานด้วย เอเสียเงินค่าผีแล้วจะคืนเงินค่าผีให้ฝ่ายชายไป เรียกการคืนเงินค่าผีว่า ผีขืน แล้วฝ่ายหญิงจะจัดการเลี้ยงผีเรือนเอง เมื่อมีกรณีนี้เกิดขึ้นสังคมจะลงโทษทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะการผิดผีแล้วไม่เอานั้น จะแพร่กระจายออกไปในหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยขยายออกไปนอกหมู่บ้านใกล้เคียง ฝ่ายหญิงก็จะไม่มีบ่าวมาเที่ยวมาแอ่ว ฝ่ายชายจะไปแอ่วสาวเรือนไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ ไม่มีใครพูดด้วย

เมื่อทั้งคู่ตกลงปลงใจ กันเป็นที่แน่นอนมีการสัญญาสาบานกันแล้ว ฝ่ายสาวก็จะยอมให้ฝ่ายชายถูกเนื้อต้องตัวจับมือถือกันบ้างตามสมควร เมื่อมีการถูกเนื้อต้องตัวกันโดยเจตนาถือว่าเป็นการผิดผี สาวจะต้องบอกแก่พ่อแม่ของตนภายใน ๓ วัน ถ้าปิดบังไว้ผีจะโกรธและดลบันดาลให้สัตว์เลี้ยงพืชพันธุ์มีอันเป็นไป หากเกิดคนในครอบครัวมีการเจ็บป่วยก็จะโทษหญิงสาวในเรือนเรื่องไม่เคร่งครัด ต่อประเพณี จะเก็บไว้โดยไม่บอกใครก็ไม่ได้ เมื่อพ่อแม่สาวรู้ว่าการผิดผีเกิดขึ้นแล้ว ก็จะไปแจ้งให้พ่อแม่ฝ่ายชายเรียกกันว่าไป สัญญา คือไปพูดเป็นปริศนาว่า เมื่อคืนควายหงานบ้านนี้ไปพังรั้วบ้านข้าจนพังเสียหาย ขอหื้อเจ้าของช่วยแปลหื้อดีเทอะ เท่านี้ก็เป็นอันรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่ฝ่ายชายรู้ว่าลูกชายของตนไปผิดลูกสาวบ้านโน้น จะเรียกลูกชายมาถามถึงข้อเท็จจริงแล้วจึงจัดขันดอกไม้ธูปเทียนและมักมีขัน หมากใส่หมาก ๑ หัว พลู ๑ มัด ( หมาก ๑ หัว มี ๑๐ ไหม แตะละไหม ๓๖ คำ พลู ๑ มัด มี ๕ แหลบ แต่ละแหลบมีจำนวน ๒๐ ใบ รวมเป็น ๑๐๐ ใบ ) หัวหมู ๑ หัว ไก่ ๔ ตัว ที่ใช้ไก่ ๔ ตัว คือให้มีจำนวนเท่ากับขาหมูทั้ง ๔ ขา พร้อมทั้งขนมต่าง ๆ ไปขอขมาและเลี้ยงผีที่บ้านหญิง

เมื่อนำเครื่องไปถึงบ้าน ฝ่ายหญิงแล้วพูดขึ้นว่า ควายข้าได้มาพังรั้วเสียหาย วันนี้ข้าจิ่งได้มาล้อมรั้วหื้อดีเหมือนเก่าเหมือนหลัง ต่อมาเพื่อความสะดวกจึงใช้เงินเป็นค่าเลี้ยงผีเป็นเงิน ๑๒ บาท โดยมอบเงินให้แก่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงไปเป็นฝ่ายชายช่วยจัดหาเครื่องเลี้ยงผี เองและต้องทำภายใน ๓ วัน ๗ วันจะปล่อยไว้นานไม่ได้ เพราะจะทำให้ผีเรือนโกรธและบันดาลให้คนในเรือนเจ็บป่วย เมื่อฝ่ายหญิงได้เงินค่าเลี้ยงผีแล้วจะต้องจัดชื้อของจนหมดเงินนั้น จะให้เหลือไม่ได้ถ้าเหลือเรียกว่าผีค้าง เมื่อเลี้ยงเสร็จแล้วเจ้าของผีจะแบ่งหมูและไก่แจกให้แก่ญาติพี่น้องของตนที่ เป็นสายผีเดียวกันให้ทั่วทุกหลังคาเรือน จำนวนเงินค่าผีในแต่ละท้องถิ่นก็ไม่เท่ากันอย่างบางอำเภอในจังหวัดลำพูน เมื่อก่อนนี้ค่าผี ๓ บาทที่เสียผีราคาถูกเพราะทางลำพูนเลี้ยงผีเรือนด้วยสำรับอาหาร มิได้ใช้ไก่หรือหมู

เมื่อบ่าวสาวตกลงสัญญา กันว่าจะอยู่กินกันแล้วฝ่ายบ่าวจะแจ้งเรื่องแก่พ่อแม่ผู้ใหญ่ฝ่ายตนให้ทราบ และขอพ่อแม่ไปสู่ คือการไปเจรจาตกลงกันกับผู้ใหญ่ฝ่ายสาว ถ้าฝ่ายบ่าวมีฐานะดี มีเรือกสวนไร่นาก็จะแบ่งเป็นของสู่แก่สาว ในภายหลังของสู่นี้ก็ตกเป็นสมบัติของบ่าวสาวทั้งคู่ กรณีบางคู่ตกลงปลงใจกันแล้ว แต่ฝ่ายชายยากจนไม่มีเรือกสวนไร่นาจะสู่ ทางฝ่ายผู้ใหญ่ของบ่าวจะพูดถ่อมตัวเอาไว้ เช่น พูดว่า ที่ไร่นาก็ไม่มีจะสู่ เรามันยากจนแต่ก็เป็นคนขยัน ต่อไปช่วยกันริช่วยกันรอมก็จะมั่งมีด้วยกัน ผู้ใหญ่ฝ่ายสาวก็จะไม่เรียกร้องอันใดเพราะรู้มาก่อนแล้วว่าฝ่ายชายมีฐานะยาก จน

การอบรมบุตรสาวก่อนเลือก คู่ พ่อแม่จะสอนเสมอว่าจะรักใครชอบใครต้องดูให้ดี เลือกคนที่เขามีเข้าของเพราะเราก็ไม่อยู่แล้ว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีฐานะดี เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะตั้งเนื้อตั้งตัวได้เร็ว ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่มีเข้าของสมบัติจะเป็นดั่งคำบารณท่านว่าไว้ว่า เอาหัวควายแห้งชนกัน ชนกันอย่างไรก็ไม่เกิดเนื้อเกิดหนังมีแต่กระดูกเหมือนเดิม แต่เมื่อเลือกไม่ได้ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมที่สร้างกันมาแต่ชาติปางก่อนนั่นเอง
การที่จะไปสู่ขอ สาวนั้น ฝ่ายชายจึงมักเลือกเอาคนที่มีวาทศิลป์ เป็นคนที่พูดจาไพเราะ มีเหตุมีผล ทำให้ผู้ใหญ่ฝ่ายสาวใจอ่อนและเห็นใจ ในการสู่ขอสาว คำที่ใช้กันเป็นหลักมีคำว่า ที่พากันมาวันนี้ ก็เพื่อจะมาขอเอาแก้วงามแสงดี หวังว่าพ่อเถ้าแม่เถ้าจะบ่ขัดบ่ข้อง ย้อนว่าละอ่อนเขารักกันชอบกันเหมือนว่าเป็นเวรกรรมของเชาที่เคยสร้างบุญร่วม กันมาก่อน

การอู้สาวไม่ใช่ว่าจะสม หวังกันทุกคน บางคู่บางรายคุยกันรักกันอยู่เป็นเวลา ๒ - ๓ ปี แต่ก็ไม่สมหวังในรัก เหตุเพราะฝ่ายสาวอาจเปลี่ยนใจไปแต่งงานอยู่กินกับชายอื่น หรือทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ชอบชายที่เป็นคู่รัก แล้วสนับสนุนให้แต่งงานกับชายอื่น เมื่อชายที่หลงรักสาวดังว่า รู้ว่าไม่ได้สมหวังจึงไม่กล้าเข้าไปสุงสิง แต่ก็อาจจะมีคร่าวใช้หรือคร่าวใส่สาวคือจดหมายรักเขียนรำพันถึงความรักความ หลงให้สาวอ่าน ถ้าสาวได้รับแล้วอ่านไม่ออกหรืออ่านไม่เป็นก็จะไปขอร้องคนที่อ่านได้อ่านให้ ฟัง ดังตัวอย่างที่บ่าวอกหักได้เขียนคร่าวใช้คือจดหมายรักถึงสาวคนรักสำนวนหนึ่ง ว่าดังนี้

ปิยะกลอนจา เบื้องข้าพี่น้อย ได้แปลงคร่าวส้อย เถิงรอดคำเหลือง สายมโนเนือง คำรักพี่ป้อ

หนักหน่องหัวใจ เหมือนไหกับหม้อ มาแขวนยังคอหน่องไว้ พี่หลับฝันหัน สะดุ้งคลั่งไคล้ เหมือนเจ็บเมื่อยไข้ในคิง

จักไขบอกเค้า เงื่อนเหง้าความจิง หื้อตัวคำยิง ที่พิงไฝ่เฝ้า ฟังเนื่องแนวสาร ชายถามน้องเหน้า อันสองคนเราก็รัก

คำฟู่หัวที เหมือนมีเชือกมัด ว่าปูนจักได้เทียมแยง เมื่อลูนทีท้าย คิดใหม่กินแหนง ยิงนอนสะแดง ทึงผืนแผ่นผ้า

ว่าญาติกา ปิดตาพ่อข้า ก็จับดวงทัยไฝ่มัก ปางเมื่อทีลูน ยิงอูนสะมัก หักสะบั้นเชิงชาย

ดั่งตัวพี่นี้ ป่นปี้ใจหลาย จิ่งได้เขียนลาย ฎีการอดเจ้า ข้าขีดถาม ยังความเค้าเหง้า กับตัวน้อยเลาเพื่อนพ้อง

รือว่าขะกูล เครืองุนพี่น้อง ได้ตัดขาดก้อมยิงคา เพราะว่าเหตุนั้น รอมแพงสายตา เจ้าจันท์มันทาบ่หนาได้เอื้อ

พี่รักแพงยิง เหมือนคิงกับเสื้อ ยินบิดคอลาจากน้อง เตมยิงมีผัว อยู่หัวปากพ้อง จักหมายผ่าจ้านเอานาย

บ่ได้นาฎน้อง บ่ยอมบ่หาย เตมพวกเจ้านาย เจ๊กจีนคู่เฝ้า พี่บ่กลัวตาย จักหมายมาเฝ้า จะยับเทเอาผ่าม้าง

เปนพระจักสิกข์ มีเมียจักร้าง เพราะกัมม์แต่งส้างเทิงทับ ประสบจวบน้อง ทังชอบใจฉัน _ แม่สีเดือนบัง ทึงเปนของข้า คันสุริยา ลงแลงสู่หน้า หัวอกโทดาม้วยมิด ใคร่มาเจียรจา ฟู่อู้นั่งชิด ซ้ำลัดป่ากว้างดำมัว

เพราะตัวพี่นี้ บ่ทือทางกลัว ใคร่ขนครอบครัว มาอยู่ร่วมบ้าน บ่ได้เปนเมีย พอได้อยู่ส้าง กินทานทวยพร้อมวัด

กลัวชู้จับตา ไคลคลาทิ้งซัด จุใจแห่งข้าวอแว เพราะพี่รักล้ำ เหมือนน้ำกับแห พี่หมายผกแน เอายิงน้องหล้า

พี่ทอดแหไหน หวังได้ลาบส้า กินคนเดียวอิ่มท้อง บ่หื้อไผไหน คนใดปากพ้อง ได้กินอิ่มตุ้ยคนเดียว

แม่สายฟ้าค้อม เจ้ามอนตาเขียว ฟังสารคำเดียว ข้อสองเทอะเจ้า พี่จักเจียรจา หื้อยิงน้องเหน้า เถิงกลอนคำเมาพี่น้อย อย่าไพชัง ยังตัวข้าข้อย ที่เขียนคร่าวส้อยมาเทิง

คันซอบ่จับใจ อดไพอยู่ถ้า เที่ยงจักดีคาดั่งคิด หื้อน้องคึดเถิง ร่ำเพิงล่ำพิจ อย่าวิดออกเต้นหนีคำ

หื้อคำกิ่วแค้ว ฟู่แล้วหื้อจำ เพราะกามอยดำ คนน้ำบ่เถิง บ่ถ้าสงสัย หลงไหลหวะเหวิ้ง บ่หื้อขีเคริงใดแลน้อง

เรื่องการงานใด รับได้พร่ำพร้อม จักหาลูกจ้างคนรอง บ่หื้อพลาดพลั้ง ขบย้ำหื้อถอง เหมือนผ้าเหล็กลอง ชุบขึ้นช่างบ้าง บ่ถ้าฟู่หลาย เปนสายกิ่งก้าน บ่รู้นาวแนวที่เมี้ยน บ่จาอุผิ ตริฟู่เพี้ยน เหมือนตำถูกเสี้ยนหนามแซว

พี่มาร่ำพิจ ฝังคิดใจแผว นึกอยู่แนว ๆ ใคร่ชมใคร่อ้อน ในสามสี่เดือน ใคร่เอามาข้อน หื้อเปนเดือนเดียวร่วมยุทธ

กลัวคำแพงนาย เทมายม้วยมุด บ่แถมเตื่อมข้าพายลูน ดั่งคำรักไธ้ บ่ให้หายสูญ รักแล้วบ่คืน ขืนเพิ่นหล้อนปลิ้น

หลอนบ่สมคำชาย พี่ขอนุ่งสิ้น แลพวงมาลาหน่วยนัก เปรียบเหมือนคำกิน ข้ายินชอบมัก บ่ซัดทอดได้คำแพง

คันพี่ได้น้อง ตายบ่กินแหนง ได้เปนเมียแพง ชู้แฝงร่วมข้าง ตัวพี่ภาตา บ่จากล่าวอ้าง ว่าตัวยิงบางทุ่นล้ำ

ฝ่ายแม่มาตา เจ้าหล้าน้องชั้น เพิ่นจาว่าอั้นหาชาย มาตาน้องชั้น ฟันพร้าทางหงาย จับใส่ตัวชาย เจ็บกายกว่าไบ้

พี่มาสั่งคำ ลวดสีตาไห้ หนีลงเรือนไปบ่ค้าย พี่บ่เสียใจ แลไหมคำล้าน จักบุบุ่นดั้นมาชน

เตมเขาเล่าร้าย บ่ต้องถอยหน ในโลกเมืองคน พี่รักแต่หนี้ รอยแม่นตัวกัมม์ นำมารอดกี้ ได้กินทานทวยชาติแล้ว

พี่บ่ยอมลา ไคลคลาดแคล้ว เปรียบเหมือนดั่งแก้วดวงดี บ่หื้อสว่างหัวใจ พระทัยใฝ่เฝ้า ฝ่ายตัวชายเลาพี่น้อย

เหมือนพี่ได้คำ น้ำหนักพอร้อย มาแขวนผูกห้อยมือชาย พี่กลัวแต่น้อง จุพี่เมาตาย หื้อหายคำแพง แลวันแลหน้อย

พี่รักแพงนาย เจ้าคายดอกส้อย บ่หายแควนมายโสกต้อง หื้อถามปิตา วงสาแห่งน้อง ยังปลงปล่อยหื้อยองเอา

ยังบ่ว่าร้าย นินทากวนเกา พี่หมายจักเอา แม่เลาสีด้าย ฝ่ายญาติกา ภาตาเอ้ยอ้าย ค็จำนายเอานาฏน้อง

บ่ถ้าเคริงขี แม่จีดอกซ้อน จิ่งจำนายเอานาฏน้อง สะบันงา เท่ามาบานหลามหลาย กิดคอกกิดเกี้ยว

พี่บ่ใจหนา กุลาม่านเงี้ยว จักผันเหนียว หน่องเหนี่ยว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะด้วยการที่หนุ่มสาวพอใจกันจะเป็นเพราะลีลาสำนวนคำอู้บ่าวอู้สาวที่ คมคาย หรือตรึงใจในสำนวนคร่าวใช้หรือเพราะความประทับใจในความจริงใจและความขยัน หมั่นเพียรของหนุ่ม หรือเพราะความต้องการของพ่อแม่ก็ตามการแต่งานย่อมจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วย เหตุใดก็ตาม ซึ่งก่อนที่จะแต่ง
งานกันนั้น ย่อมต้องตรวจตราในเชิงความเชื่อด้านโหราศาสตร์หรือพรหมชาติด้วย เช่น
ดูคู่ครองว่าจะเป็นโสดหรือหม้าย

เพื่อความมั่นใจว่าการ แต่งงานที่จะเกิดขึ้นนั้นถูกคู่แล้วก็ต้องตรวจสอบกันก่อน ซึ่งได้มีตำราเพื่อ ตอบสนองความใฝ่รู้ด้านนี้ด้วย ดังที่กล่าวในตำราดูกำเนิดพรหมลิขิตเมืองเหนือของศรีนวล จิตรแปง ซึ่งอาจกล่าวโดยเก็บความว่า หากจะต้องการรู้ว่าหนุ่มหรือสาวที่ต้องดูนั้นเป็นตัวตั้ง คูณด้วย ๔ แล้วหารด้วย ๗ จากนั้นให้พยากรณ์ตามตัวเลขที่เป็นเศษโดยให้นับดังนี้

เศษ ๑ คู่ครองจะเป็นหนุ่มสาวโสด

เศษ ๒ ( ไม่มีคำทำนายในตำรา )

เศษ ๓ คู่ครองจะเป็นหม้ายเพราะผัวหรือเมียตาย

เศษ ๔ คู่ครองจะเป็นหม้ายเพราะผัวหรือเมียตาย

เศษ ๕ คู่ครองจะเป็นหม้ายเพราะผัวหรือเมียหย่าร้าง

เศษ ๖ คู่ครองจะเป็นหนุ่มหรือสาวโสด

ไม่มีเศษ คู่ครองจะเป็นหม้ายเพราะผัวหรือเมียตาย

อีกตำราหนึ่งว่าให้เอา จุลศักราชปีเกิดของที่ผู้ประสงค์จะดูเป็นตัวตั้ง เอา ๓๖ บวก เอา ๒ คูณ เอา ๗ หาร แล้วทายจากตัวเลขเศษนั้นโดยกล่าวว่า เศษ ๒ . ๔ . ๕ , ๖ คู่ครองจะเป็นหนุ่มหรือสาวโสด เศษ ๑ , ๓ , ๗ และไม่มีเศษ คู่ครองจะเป็นหม้ายเพราะผัวหรือเมียหย่าหรือตาย

ดูว่าหนุ่มสาวจะได้ครองคู่กันจริงหรือไม่

เมื่อดูว่าเนื้อคู่จะ เป็นโสดหรือหม้ายได้แล้ว ก็อาจมาถึงขั้นตอนว่าหนุ่มหรือสาวพบคนที่ตนหมายใจแล้วแต่ก็อาจประสงค์จะให้ แน่ใจว่าคนที่ตนมาดหมายนั้นเป็นเนื้อคู่ของตนจริง ๆ หรือไม่ซึ่งก็ได้มีตำราที่จะให้คำพยากรณ์ด้านนี้ไว้ด้วยว่าให้เอาอายุของ หนุ่มและสาวบวกกันแล้วเอาสันเกิดของทั้งสองบวกเข้าอีก ( ในตำราไม่ได้บอกว่าเป็นเลขกำลังวัน เลขดิถี หรือเลขประจำวัน ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕ , ๖ , ๗ ) แล้วจึงใช้ ๗ หาร แล้วทำนายตามตัวเลขทีเหลือเศษ คือ

เศษ ๑ และไม่มีเศษ ไม่มีทางจะได้กัน

เศษ ๒ , ๓ , ๖ ทั้งสองจะได้กันโดยเร็ว

เศษ ๔ , ๕ ทั้งสองจะได้เสียกันอย่างลับ ๆไม่ออกหน้าออกตา

อีกตำราหนึ่งว่าการจะดู ว่าหนุ่มสาวจะได้กันเป็นคู่ครองหรือไม่ ให้ดูจากการเอาอายุเต็มของทั้งสองมารวมกัน เอา ๒ คูณ แล้วเอา ๗ หาร จากนั้นจึงทายตามตัวเลขเศษ คือ

เศษ ๑ , ๓ , ๔ จะมีเหตุขัดขวางให้เลิกร้างกันไป

เศษ ๒ , ๔ , ๖ จะได้กันอย่างแน่นอน

เศษ ๗ หรือไม่มีเศษ ทั้งสองยังลังเลอยู่ อาจจะร้างจากกันไป

ดูว้าผัวเมียจะรักกันหรือไม่

สามีภรรยาจะรักกันหรือ ไม่นั้น แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวของสามีภรรยาที่ตระหนักกันเองก็ตาม แต่การที่มีคำพยากรณ์จากตำราโบราณช่วยชี้ให้แล้วก็อาจทำให้เกิดความมั่นใจ สูงยิ่งขึ้น ทั้งนี้โบราณาจารย์เห็นว่าการดูธาตุ นามและมิตรปีนั้นจะช่วยสะท้อนความรู้สึกของคู่สามีภรรยาได้

ปี ธาตุ นาม มิตรปี

ใจ้ ( ชวด ) น้ำ เทวดาผู้ชาย ใจ้ ( ชวด )

เป้า ( ฉลู ) ดิน มนุษย์ผู้ชาย สะง้า ( มะเมีย )

ยี ( ขาล ) ไม้ ผีเสื้อ ( อารักษ์ ) สัน ( วอก )

ผู้หญิง

เหม้า ( เถาะ ) ไม้ มนุษย์ผู้หญิง ยี ( ขาล )

สี ( มะโรง ) ทอง เทวดาผู้ชาย สี ( มะโรง )

ใส้ ( มะเส็ง ) ไฟ มนุษย์ผู้ชาย เส็ด ( จอ )

สะง้า ( มะเมีย ) ไฟ เทวดาผู้หญิง เหม้า ( เถาะ )

เม็ด ( มะแม ) ทอง เทวดาผู้หญิง ใส้ ( มะเส็ง )

สัน ( วอก ) เหล็ก ผีเสื้อผู้ชาย ใค้ ( กุน )

เร้า ( ระกา ) เหล็ก ผีเสื้อผู้ชาย เม็ด ( มะแม )

เส็ด ( จอ ) ดิน ผีเสื้อผู้หญิง เร้า ( ระกา )

ใค้ ( กุน ) น้ำ มนุษย์ผู้หญิง เป้า ( ฉลู )

ธาตุทองจะประสมกับธาตุใดก็ได้และจะเป็นผลดีทั้งนั้น

ธาตุน้ำกับธาตุน้ำ อยู่ด้วยกันมีความสุข

ธาตุน้ำกับธาตุดิน รักกันดี

ธาตุน้ำกับธาตุไม้ จะมีความสุข

ธาตุน้ำกับธาตุไฟ รักกันดีแต่หึงหวงกัน

ธาตุน้ำกับธาตุเหล็ก ดี มีลาภยศเงินทอ

ธาตุดินกับธาตุดิน รักกันดี จะมีบุตรมาก

ธาตุดินกับธาตุไม้ ไม่สู้จะดี

ธาตุดินกับธาตุไฟ จะดีเมื่อมีอายุมาก

ธาตุดินกับธาตุเหล็ก พอใช้ จะมีบุตรมาก

ธาตุไม้กับธาตุไม้ ขัดโชคลาภ ไม่ดี

ธาตุไม้กับธาตุไฟ พอใช้

ธาตุไม้กับธาตุเหล็ก จะอยู่ด้วยกันไม่นาน

ธาตุไฟกับธาตุไฟ ไม่ดี จะเดือดร้อน

ธาตุไฟกับธาตุเหล็ก ไม่ดี จะอับโชค

ธาตุเหล็กกับธาตุเหล็ก มีความสุขดี

เทวดาผู้ชายกับเทวดาผู้หญิง อยู่ด้วยกันดีนัก รักกันดีมีลูกหลายคน

เทวดาผู้ชายกับมนุษย์ผู้หญิง จะรักกันแต่ต้องจากกันภายหลังจะพบกันใหม่

เทวดาผู้ชายกับผีเสื้อผู้หญิง จะรักกันปานกลาง

มนุษย์ผู้ชายกับมนุษย์ผู้หญิง อยู่ร่วมกันดีนัก รักใคร่กันดี

มนุษย์ผู้ชายกับเทวดาผู้หญิง จะรักกันแต่จะไม่มีสมบัติ

มนุษย์ผู้ชายกับผีเสื้อผู้หญิง จะรักกันปานกลาง

ผีเสื้อผู้ชายกับผีเสื้อผู้หญิง มีบุตรยาก รักกันดี แต่พูดกันส่งเสียงดัง

ผีเสื้อผู้ชายกับมนุษย์ผู้หญิง จะรักกันแต่เบื้องต้นภายหลังจะจากกัน
ผีเสื้อผีชายกับเทวดาผู้หญิง จะรักกันปานกลาง
ดูธนา หรือดูเข้าของและเนื้อคู่ที่ควรกัน

ปีใจ้ ( ชวด ) รับราชการดี หาคู่รูปร่างใหญ่ผิวสองสีท้องใหญ่ ดี

ปีเป้า ( ฉลู ) มีความสุขด้วยความรู้ หาคู่รูปร่างขาว ต่ำสูง พอดี หน้าลาย ดี

ปียี ( ขาดล ) มีสมบัติมาก หาคู่รูปร่างขาว สูง หน้ามน ดี

ปีเหม้า ( เถาะ ) คิดสิ่งใดไม่ใคร่สมปรารถนา หาคู่รูปร่างดำแดง หน้ากระดูกคางแหลม

สูง ดี

ปีสี ( มะโรง ) คิดสิ่งใดไม่สมปรารถนา หาคู่ดำแดง จมูกโด่ง ดี

ปีใส้ ( มะเส็ง ) มีทรัพย์มาก หาคู่อกตึง เอวกลม หรือขาวสูง ดี

ปีสะง้า ( มะเมีย ) ไม่มีทรัพย์สมบัติ หาคู่ขาวแดง ผมหยิกหาญกล้า ดี

ปีเม็ด ( มะแม ) รับราชการดี หาคู่รูปร่างใหญ่สองสี ผมตก ท้องใหญ่ ดี

ปีสัน ( วอก ) จะหากินด้วยความรู้ หาคู่หน้าขาว หน้าสวย ดี

ปีเร้า ( ระกา ) จะมีสมบัติมาก หาคู่ขาว สูง ใบหน้ารูปไข่ ดี

ปีเส็ด ( จอ ) คิดสิ่งใดไม่สมปรารถนา หาคู่ดำแดง ร่างใหญ่ พันงุ้ม ดี

ปีไค้ ( กุน ) ไม่มีข้าวของเท่าใดนัก หาคู่ผิวสีดำแดงหน้ากระดูกดี
ดูว่าชีวิตการแต่งงานจะเป็นอย่างไร

เมื่อหนุ่มหรือสาวได้รับคำพยากรณ์ว่าจะได้ครองกันหรือไม่แล้ว ก็อาจอยากดูต่อไปว่าหากได้

แต่งงานอยู่ด้วยกันจริงๆ แล้วชีวิตการครองเรือนจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ได้มีตำราทายไว้ด้วยเช่นกัน โดยให้นำ

เอาวันเกิดของทั้งสองมาบวกกันแล้วเอา ๑๒ คูณ และเอา ๗ หาร ผลคำพยากรณ์ก็จะเกิดได้โดยอาศัยตัวเลขที่เป็นเศษนั้น ดังนี้

เศษ ๑ ทุกข์ยากไร้ ไม่มีเข้าของ

เศษ ๒ พอประมาณปานกลาง

เศษ ๓ รักใคร่กันเต็มที่

เศษ ๔ มีเข้าของมากมาย

เศษ ๕ มีเพื่อนฝูงมาก

เศษ ๖ เมียเป็นใหญ่ในบ้าน

ไม่มีเศษ เจ็บไข่ได้ป่วยบ่อย ๆ

การทายอนาคตของคู่ครองนี้ อีกตำราหนึ่งว่าให้เอาจุลศักราชของทั้ง ๒ มารวมกันเป็นตัวตั้ง คุณด้วย ๓ แล้วเอา ๗ หาร จากนั้นจึงพยากรณ์โดยอาศัยเลขที่เป็นเศษนั้น ดังนี้

เศษ ๑ , ๒ อยู่ด้วยกันไม่ขึ้น

เศษ ๓ และไม่มีเศษ แม้นมีมรดกปานเศรษฐีก็จะฉิมหาย

เศษ ๔ , ๕ , ๖ เจริญงอกงามดี แม้นเป็นคนขอทานก็ยังจะได้เป็นเศรษฐี

ตำราทายอนาคตของชีวิตคู่นี้อีกตำราหนึ่งที่มีคำทำนายผูกเป็นโฉลกไว้ด้วย แต่ก่อนที่จะได้รับคำพยากรณ์นั้นให้เอาจุลศักราชปีเกิดของทั้งสองมารวมกัน เอา ๓ คูณ แล้วเอา ๗ หาร แล้วทำนายตามตัวเลขเศษดังนี้

เศษ ๑ ทลิทโททุกข์ยากเถิงแก่เถ้า

เศษ ๒ มีเมียหนุ่มหน้า ท่านชิงเอาฉิมหาย

เศษ ๓ มีของอันใดก็บ่เหลือหลอได้

เศษ ๔ มีลูกหลานหลายมี่นันซะซ้าว

เศษ ๕ มีงัวควายหลายเตมคอก มีข้าทาสใช้ออกเตมเรือน

เศษ ๖ มีเข้าของกินทังเดือนก็บ่หมดบ่เสี้ยง

ไม่มีเศษ จักได้นั่งเอาหัวเข่าเช็ดน้ำตาทรงทุกข์ยากลำบากในใจตนแล

ดูว่าเมื่อแต่งงานกันแล้วจะมีทรัพย์สินหรือไม่

เมื่อผู้ประสงค์จะแต่ง งานต้องการทราบว่าในชีวิตการแต่งงานของตนนั้น จะมีทรัพย์สินหรือไม่อย่างไรนั้น ก็อาจรู้ได้โดยการเอาอายุเต็มของทั้งสองมารวมกัน เอา ๓ คูณ แล้วเอา ๗ หาร เลขเศษที่ได้นั้นจะเป็นตัวเลขกำกับการพยากรณ์ ดังนี้

เศษ ๑ ได้สมบัติโจร ทรัพย์สินไม่ยืนยาว

เศษ ๒ ได้สมบัติพระอินดีนัก

เศษ ๓ ได้สมบัติแม่ค้าปลา พอปานกลาง

เศษ ๔ ได้สมบัติกุฎุมพี พอปานกลาง

เศษ ๕ ได้สมบัติเศรษฐี ( ดี )

เศษ ๖ ได้สมบัติพ่อค้า ( มีขึ้นมีลง )

ไม่มีเศษ ได้สมบัติเรือปลา ได้มากแต่จ่ายมาก ไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่เดือดร้อน

ดูว่าปี เดือน วัน ที่หนุ่มสาวเกิดมานั้นจะไปด้วยกันได้หรือไม่

หนุ่มสาวหรือผู้เกี่ยว ข้องกับหนุ่มสาวนั้นอาจต้องการตรวจสอบด้วยว่าปีเกิด เดือนเกิดและวันเกิดของหนุ่มสาวนั้นจะเป็นมิตร หรือศัตรูกัน หรือว่าพอจะแต่งงานกันได้หรือไม่ก็ได้มีตารางระบุไว้ดังนี้ คือ

ปีใจ้ ปีสะง้า ปีสัน เป็นมิตรกันในกลุ่ม แต่งงานกันดีนัก

ปีเป้า ปีเม็ด ปีเร้า เป็นมิตรกันในกลุ่ม แต่งงานกันดีนัก

ปียี ปีสี ปีเส็ด เป็นมิตรกันในกลุ่ม แต่งงานกันดีนัก

ปีเหม้า ปีใส้ ปีใค้ เป็นมิตรกันในลุ่ม แต่งงานกันดีนัก

ดังที่มีโคลงสำหรับเรื่องนี้ว่า

ใจ้สะง้าสอด สมสัน

เปล้าเม็ดเร้าแฝงเทียมทัน คู่ต้าน

ยีสีเส็ดเปนฉันท์ มิตรมิ่ง กันเอย่

เหม้าใส้ใค้ขอดไว้ สิเนหา

ปีใจ้ ปีใส้ ปีเส็ด เป็นศัตรูกันในกลุ่ม ห้ามแต่งงานกัน

ปีเป้า ปีสัน ปีเหม้า เป็นศัตรูกันในกลุ่ม ห้ามแต่งงานกัน

ปียี ปีเม็ด ปีเร้า เป็นศัตรูกันในกลุ่ม ห้ามแต่งงานกัน

ปีสี ปีใค้ ปีสะง้า เป็นศัตรูกันในกลุ่ม ห้ามแต่งงานกัน

ทั้งนี้มีโคลงกำกับปีที่เป็นศัตรูกันไว้ด้วยว่า

ใจจุจอดเม็ดรอด จับยี

เร้าใค้กับทังสี หมาดไหม้

สะง้าเป้าสันเท่ากวนควี ผิดด่า ทอเอย่

เหม้าจอดเส็ดจับใส้ ถูกถ้วนวิวาทัง

เดือนเกียงกับเดือนยี่ เป็นมิตรกัน แต่งงานดีนัก

เดือน ๔ กับเดือน ๘ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

เดือน ๗ กับเดือน ๙ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

เดือน ๓ กับเดือน ๕ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

เดือน ๖ กับเดือน ๑๒ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

เดือน ๑๐ กับเดือน ๑๑ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

เดือนเกียงกับเดือน ๖ เป็นศัตรูกัน ห้ามแต่งงานกัน

เดือน ยี่ กับเดือน ๗ เป็นศัตรูกัน ห้ามแต่งงานกัน

เดือน ๓ กับเดือน ๘ เป็นศัตรูกัน ห้ามแต่งงานกัน

เดือน ๔ กับเดือน ๑๐ เป็นศัตรูกัน ห้ามแต่งงานกัน

เดือน ๕ กับเดือน ๑๑ เป็นศัตรูกัน ห้ามแต่งงานกัน

เดือน ๙ กับเดือน ๑๒ เป็นศัตรูกัน ห้ามแต่งงานกัน

วันอาทิตย์กับวันพฤหัสบดีเป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

วันจันทร์กับวันพุธ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

วันอังคารกับวันศุกร์ เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

วันเสาร์กับวันราหู (พุธช่วงกลางคืน) เป็นมิตรกัน แต่งงานกันดีนัก

ดังที่มีโคลงโบราณกล่าวถึงวันที่เป็นมิตรกันว่า

รวิมิตรมิ่งด้วย อาจารย์

จันทร์กับพุธิมาน ใหม่หม้า

ราหูกับโสรวาร คบคู่ กันเอย่

ศุกร์ส่งฉันท์สู่น้อง ร่วมห้องภุมมา

วันอาทิตย์กับวันเสาร เป็นวันมิตรน้อย พอจะแต่งงานกันได้

วันจันทร์กับวันอังคาร เป็นวันมิตรน้อย พอแต่งงานกันได้

วันอังคารกับวันราหู (พุธช่วงกลางคืน) เป็นวันมิตรน้อยพอจะแต่งงานกันได้

วันเสาร์กับวันพุธ เป็นวันมิตรน้อย พอจะแต่งงานกันได้

วันอาทิตย์กับวันจันทร์ เป็นวันศัตรูน้อย จะแต่งงานกันก็ได้แต่ให้ระวังให้มาก

วันอังคารกับวันเสาร์ เป็นวันศัตรูน้อย จะแต่งงานกันก็ได้ แต่ให้ระวังให้มาก

วันอังคารกับวันพุธ เป็นวันศัตรูน้อย จะแต่งงานกันก็ได้แต่ให้ระวังให้มาก

วันศุกร์กับวันราหู (พุธช่วงกลางคืน) เป็นวันศัตรูน้อย จะแต่งงานกันก็ได้ให้ระวังให้มาก

วันอาทิตย์กับวันอังคาร เป็นวันศัตรูใหญ่ ห้ามแต่งงานกัน

วันจันทร์กับวันพฤหัสบดี เป็นวันศัตรูใหญ่ ห้ามแต่งงานกัน

วันพุธกับวันราหู (พุธช่วงกลางคืน) เป็นวันศัตรูใหญ่ ห้ามแต่งงานกัน

วันศุกร์กับวันเสาร์ เป็นวันศัตรูใหญ่ ห้ามแต่งงานกัน

ทั้งนี้โบราณาจารย์ท่านได้ผูกโคลงกำกับวันที่เป็นศัตรูใหญ่นี้ด้วยว่า

รวิปองใคร่ข้า ภุมมา

จันโทกับอริยา หยาบหยุ้ง

ราหูกับพุธา ทรงพระโกรธ นักเอย่
ศุกร์สู่เสาร์ให้ฟุ้ง สู่ห้องสัตตเม



ดูอายุชายหญิง

ในตำราโบราณ แม้จะไม่กล่าวถึงอายุของชายหญิงที่จะแต่งงานได้นั้น ควรจะมีอายุเท่าใดแต่ก็ถือกันว่า หากหนุ่มสาวมีวุฒิภาวะพอสมควรและมีความรักกันจริงก็จะอนุโลมให้ทั้งนี้เพราะ คู่สมรสใหม่นี้ปกติยังจะคงอยู่ร่วมในครอบครัวของฝ่ายหญิง ดังนั้น ผู้ใหญ่ย่อมคอยเป็นหลักกำกับคู่หนุ่มสาวได้เป็นอย่างดี แต่กระนั้นก็ต้องมีการไล่เลียงดูอายุของหนุ่มสาวว่าแก่อ่อนกว่าเท่าใด ดังนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ตาม

ถ้าแก่กว่ากัน ๑ ปี จะตก ‘' กอบคำ '' ดี

ถ้าแก่กว่ากัน ๒ ปี จะตก ‘' กอบเงิน '' ดี

ถ้าแก่กว่ากัน ๓ ปี จะตก ‘' กอบข้าว '' พอใช้

ถ้าแก่กว่ากัน ๔ ปี จะตก ‘' กอบแกลบ '' ไม่ดี

ถ้าแก่กว่ากัน ๕ ปี จะตก . '' กอบทราย '' ไม่ดี

ซึ่งเห็นว่าหนุ่มสาวที่จะแต่งงานกันนั้นต้องแก่กว่ากันไม่เกิน ๓ ปี จึงจะดี

ดู ปี เดือน วัน ที่จะแต่งงาน

หนุ่มสาวที่ประสงค์จะ แต่งงานกันนั้น จะต้องดูด้วยว่าอายุเท่าใดจึงจะแต่งงานแล้วดีนั้น โบราณท่านให้นับตามหลักดังนี้ คือ ‘' โรคาโชด อุตตมโชค มรณโชค เทวีโชค '' โดยเร่มนับอายุปีที่ ๑ ลงที่โรคาโชด ปีที่ ๒ ลงที่อุตตมโชด ปีที่ ๓ ลงที่มรณโชด ปีที่ ๔ นับลงที่เทวีโชด แล้วนับ ๕ ลงที่โรคาโชดอีกไปเรื่อย ๆ จนอายุปัจจุบันตกลงที่ไหนก็ให้ทายตามนั้น โดยระบุไว้ว่า ถ้าตกเทวีโชดและอุตตมโดชดแล้วการแต่งงานนั้นดีนัก ถ้าตกที่โรคาโชดและมรณโชดแล้ว ห้ามแต่งในปีนั้นหากยังขืนดื้อดึงแต่งแล้ว จะอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุขหรืออาจถึงเลิกร้างกันไป ถ้าอย่างหนักจะถึงกับตายจากกันตั้งแต่เมื่ออายุไม่มาก

ส่วนเดือนที่ควรแต่งงาน กันได้นั้น จะแต่งงานในเดือนใดก้ได้เพียงแต่วันที่แต่งงานจะต้องตรงกับวันหัวเรียงหมอน เท่านั้น และโบราณาจารย์กำหนดไว้ว่า เดือนใดก็ตามขึ้น ๒, ๗, ๑๐, ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ ค่ำ เป็นวันหัวเรียงหมอนและเดือนใดก็ตามแรม ๔, ๗, ๑๐, ๑๓, ๑๔ ค่ำ เป็นวันหัวเรียงหมอน เหมาะแก่การแต่งงาน วันอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นแล้วไม่ดี ห้ามแต่งงานในวันที่มิใช่วันหัวเรียงหมอน

ประการแรกต้องหาให้ได้ วันหัวเรียงหมอน คือมีตารางช่องเป็น ๒ แถวคือ แถวบนมี ๑๕ ช่อง แถวล่างมี ๑๕ ช่อง ตามจำนวนข้างขึ้นข้างแรม นับช่องแรงตรงกับ ๑ ค่ำไปหา ๒ จนถึงช่อง ๑๕ ถ้าช่องไหนมีรูปคล้ายคนนอนเอาหัวเรียงกันวันนั้นคือวันหัวเรียงหมอน ถือว่าเป็นวันดีที่ควรเอาผัวเอาเมียถ้าหัวตำหัวไม่ดี หัวอยู่หว่างขาไม่ดี หัวเรียงลงก็ไม่ดี หัวเรียงลงก็ไม่ดีถ้าได้วันหัวเรียงหมอนแล้ว ยังหาวันอย่างอื่นเข้าประกอบ เช่น ไม่ให้ตรงกับวันโลกาวินาศ ไม่ให้ตรงกับวันม้วยและวันไหม้ ให้ได้วันฟู เป็นต้น อีกประการหนึ่งไม่ให้วันของหญิงและชายเป็นศัตรูกัน บางคู่รักกัน แต่ภายหลังเมื่อรู้ว่าวันเกิดเดือนเกิดปีเกิดเป็นศัตรูกันทั้งสองฝ่ายจึง ต้องจำใจต้องเลิกรักไม่อาจแต่งงานกันได้ เพราะเชื่อตามตำราว่าเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะไปกันได้ไม่ยึด

การกินแขกแต่งงาน

เมื่อได้ตรวจสอบวิถีของ หนุ่มสาวกับตำราพรหมชาติเพื่อความมั่นใจแล้วและเลยไปถึงขั้นผิดผีเสียผีกัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้ง ๒ ฝ่ายคือฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็จะต้องตกลงกันว่า จะมีการกินแขกแต่งงานหรือการเอาผัวเอาเมียเมื่อใด ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็จะไปหาผู้เฒ่าผู้แก่ ช่วยดูเดือนดูวันที่เป็นมงคลให้ โดยมากการหาเดือนที่ดีจะเป็นเดือนคู่ เช่น เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑๒ เป็นต้น

เมื่อฝ่ายชายและหญิงรู้ กำหนดการกินแขกแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายจะพยายามเก็บเงินทองไว้ ฝ่ายหญิงก็จะเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ เตรียมจัดหาที่นอนหมอนมุ้ง เมื่อถึงวันกำหนดมาถึงทั้ง ๒ ฝ่ายก็จะบอกให้ญาติและเพื่อนสนิทเท่านั้นไปร่วมในงานมงคล ทั้งนี้ จำนวนคนที่ไปร่วมในวันเกิดแขกแต่งงานจะมีไม่มากนัก คืออาจมีจำนวนในราว ๒๐–๓๐ คนเท่านั้น

ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะทำพิธี ขอเขย คือนำดอกไม้ธูปเทียนและของที่เป็นมงคลไปขอเอาเจ้าบ่าวจากพ่อแม่เจ้าบ่าว โดยกล่าวคำมงคลว่า ‘' มาวันนี้ก็เพื่อจะมาขอเอาแก้วงามแสงดีไปไว้เป็นมังคละที่บ้านพู้น ‘' ทางผู้ใหญ่ฝ่ายชายจะมีพานข้าวตอกดอกไม้ และขันหมากเป็นเครื่องต้อนรับ ที่ฝ่ายหญิงต้องไปขอดเจ้าบ่าวนี้คงเป็นเพราะว่าฝ่ายชายต้องไปอยู่ที่บ้าน ฝ่ายหญิง เพื่อจะได้ไปช่วยแบ่งเบาภาระในการงานต่าง ๆเช่นการทำนา เป็นต้น ดังนั้น ก็ต้องไปขอดเอาจึงถูกตามประเพณีเพราะหลังจากแต่งงานอยู่กินกันแล้ว ชายก็จะต้องเป็นผู้รับใช้พ่อแม่ฝ่ายหญิง สมัยโบราณจึงพูดกันว่า มีลูกสาวได้เปรียบเพราะต่อไปจะได้ลูกอ้ายหลานชายมาช่วยงาน (ลูกชายในที่นี้หมายถึงลูกเขย) ลูกเขยจะต้องช่วยงานของพ่อตาแม่ยายอย่างน้อยเป็นเวลา ๓ ปีจึงจะแยกตัวลงปักซั้งตั้งกิน คือแยกไปตั้งเรือนอยู่ต่างหาก

ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมูฆ่าไก่ เพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้เลี้ยงผีบ้านผีเรือน เป็นการบอกให้ผีได้รู้ว่าต่อไปจะมีคนมาอยู่ร่วมในเรือนอีกคนหนึ่ง ขอให้ผีรับเอาเขาเป็นลูกเป็นหลานอย่าให้เขามีอันตรายด้วยประการทั้งปวง เมื่อเสร็จจากพิธีเซ่นไหว้แล้ว ฝ่ายชายอาจจะมีของรางวัล โดยมากจะเป็นสร้อยคอหรือแหวนก็จะมอบให้หญิงในตอนนี้ จากนั้นจึงมีการผูกข้อมือคู่บ่าวสาว โดยจะขอคนแก่ที่มีอายุมากเรียกกันว่าคนที่มีอายุยืนและที่ชื่อเป็นมงคล เช่น แก้ว คำ ยืน เป็นต้น เป็นผู้ผูกข้อมือแล้วจะเชิญผู้ใหญ่ที่เป็นชายและชื่อเป็นมงคลอีกเช่นกัน เป็นผู้จูงเอาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้าสู่ห้องในเรือนซึ่งกั้นไว้เตรียมไว้ สำหรับทั้งคู่ หลังจากนั้นจึงนำเอาหมูเอาไก่ที่เลี้ยงเซ่นไหว้ผีเรือน (บางแห่งจะจัดเตรียมไว้อีกชุดหนึ่ง)เลี้ยงแก่ญาติที่ไปร่วมงาน

การกินแขกแต่งงานไม่ได้ ทำกันทุกคู่เสมอไป คงกระทำแต่ที่ฝ่ายบ่าวฝ่ายสาวเป็นคนมีหน้ามีตา ส่วนทั่วไปนั้นเมื่อผิดผีแล้วก็จัดการเสียผีไข่วผีจนเป็นที่ตกลงกันแล้ว ฝ่ายชายจะไปหาอาจารย์วัด ช่วยดูฤกษ์วันที่จะไปอยู่กับเมียที่เรียกว่าเอาผัวเอาเมีย เมื่อได้วันที่ดีแล้วชายมีเสื้อผ้า ๑ ห่อ หรือมีหีบใส่เสื้อผ้า ๑ หีบ สะพายดาบหรือเหน็บมีดที่เอว ๑ เล่ม พร้อมพ่อแม่และพี่น้องที่ใกล้ชิด ๒-๓ คน พาเอาชายหนุ่มไปสู่เรือนหญิง ถ้าบ้านชายและหญิงไม่ห่างกันมาก เวลาที่ไปส่งจะเป็นเวลาหลังอาหารมื้อเย็น ถ้าบ้านห่างกันคนละอำเภอหรือตำบลที่ห่างไกล ก็จะส่งในเวลาบ่าย ไม่ถึงกับค่ำ มีเพื่อนหนึ่งคนหรือสองคนช่วยหิ้วใส่เสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็นไปอยู่กับเมีย
การไปส่งชายไป สู่เรือนหญิง นอกจากการหาฤกษ์หาวันหายามแล้ว ยังต้องดูทิศที่เป็นมงคลว่าจะเข้าในเขตบ้านหญิงจะเข้าทางทิศใด ถ้าวันนั้นได้ทิศที่ไม่ตรงกับประตูบ้าน ก็มีการตัดรั้วเข้าไปทางทิศนั้น เมื่อขึ้นสู่เรือนหญิงแล้วพ่อแม่ชายจะกล่าวฝากฝังลูกชายไว้กับพ่อแม่ฝ่าย หญิง และกล่าวโอวาทสั่งสอนพอสมควรแก่เวลา จึงลากลับ เป็นอันว่าการแต่งงานหรือการเอาผัวเอาเมียแบบชาวบ้านธรรมดามีเพียงเท่านี้

การวางตัวของชายในบ้านหญิง

ไปอยู่กับเมียใหม่ ๆ นั้นผู้ชายยังวางตัวไม่ถูก หรืออาจจะยังอายคนในครอบครัวของฝ่ายหญิง ตื่นเช้ามาฝ่ายชายจะลุกจากที่นอนแต่เช้ากลับไปบ้านพ่อแม่ตัวเอง ถ้าบ้านเดิมไม่ห่างไกลกันมาก เพราะไม่กล้ากินข้าวที่บ้านของเมีย ถึงตอนค่ำหลังที่กินข้าวเย็นเสร็จแล้วจึงจะไปที่บ้านเมีย ทำอย่างนี้หลายวันจนเห็นว่าคุ้นเคยกันมากแล้ว จึงจะกินข้าวที่บ้านเมีย แต่ตอนแรกก็ยังกินกัน ๒ คนผัวเมีย ไม่กินร่วมกับคนอื่น ๆ

หลังแต่งงานอยู่ด้วยกัน ๗ วันไปแล้ว แต่ไม่ควรเกิน ๑๕ วัน ชายหญิงทั้งคู่จะพากันไปเยี่ยมเพื่อขอพรจากญาติของฝ่ายชาย โดยจัดเตรียมวุ้นเส้น ปลาย่าง ใส่หาบ ผัวนำเมียหาบของตามกันไป เมื่อไปถึงเรือน มอบห่อวุ้นเส้นและปลาย่างแก่ญาติในเรือนนั้น ญาติที่ได้รับของดังกล่าวจะมอบเงินให้คนทั้ง ๒ เป็นเครื่องตอบแทน โดยบอกว่าเงินที่ให้ไว้เป็นเงินขวัญถุงหรือเงินทุนเพื่อให้ทั้ง ๒ ไปก่อร่างสร้างตัว เสร็จจากเรือนหนึ่งก็ไปหาอีกเรือนหนึ่งจนกว่าจะทั่ว การที่นำวุ้นเส้นไปคารวะญาติฝ่ายชายมีคนอธิบายว่า เพื่อให้ญาติทั้ง ๒ ตระกูลมีมิตรไมตรีสืบสายกันยืดยาวตลอดไปเหมือนดังเส้นของวุ้นที่ยาวเป็นเส้น ๆ ฉันนั้น

หลังจากที่ชายมาอยู่กับ หญิงนานพอสมควร ตั้งแต่ ๑ เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๑ ปี ฝ่ายหญิงจะนำเอาพานข้าวตอกดอกไม้ หมาก ๑ หัว พลู ๑ มัด และไก่ต้ม ๒ ตัว ไปที่บ้านพ่อแม่ของฝ่ายชาย เรียกว่าไปไข่วผี โดยมอบเครื่องไหว้ดังกล่าวให้เพื่อให้เลี้ยงผีที่เรือนของชาย เมื่อเลี้ยงเสร็จแล้วหญิงจะนำไก่ต้ม ๑ ตัว กลับไปบ้านตัวเอง ปรุงเป็นอาหารเลี้ยงคนในครัวเรือน ถ้าบ้านชายและหญิงห่างกันมาก ต้องเดินทางครึ่งวันหรือ ๑ วัน ก็จะไม่นำไก่ต้มกลับ แต่ปรุงอาหารเลี้ยงกันที่บ้านฝ่ายชายนั้นเอง การที่มีการไข่วผีนี้ เพื่อจะให้ผีของทั้ง ๒ ตระกูลได้คุ้นเคยกัน

การเอาผัวเอาเมียหรือการ ที่ชายไปอยู่บ้านเมียเป็นการสิ้นสุดอิสรภาพของฝ่ายชาย เพราะต้องไปรับใช้การงานที่เกี่ยวกับไร่นางานบ้านหลายอย่างที่ชายที่เป็นเขย ต้องทำ ตอนที่อยู่กับพ่อแม่ตัวเองจะสบายทุกอย่าง จะนอนตื่นสายก็ได้ เที่ยวก็ได้ แต่พอไปอยู่บ้านเมียก็ต้องฝึกหัดตนให้ขยันขันแข็งการงานทุกอย่างต้องทำให้ ได้ ถ้าไม่เคยทำก็ต้องฝึก งานที่ต้องทำนั้นจะมีทั้งงานในบ้านและนอกบ้าน เช่น ทำนาล้องเหมือง(ขุดลอกลำเหมือง) ไปฝาย (ซ่อนฝาย) ไถนาหว่านกล้า ดูแลหญ้าและวัชพืช เรื่องน้ำ จนถึงการเก็บเกี่ยวจะไปเสร็จเอาตอนที่เอาข้าวขึ้นใส่ยุ้งฉางแล้วจึงเสร็จ เรื่องการทำนาของปีนั้น ซึ่งต่อไปก็เป็นการเอาเฟือง คือการหาบฟางข้าวที่มัดเป็นฟ่อน ๆ ไว้แล้วเข้ามาเก็บไว้ในผามเฟือง เพื่อไว้ให้วัวควายกิน งานในบ้านมีงานเลี้ยงควาย เกี่ยวหญ้า เกี่ยวคามาเตรียมไว้เพื่อมุงหลังคาบ้านล้อมรั้วเขตบ้านซึ่งจำเป็นต้องทำทุก ปี เป็นลูกเขยเขาแล้วจะมานั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ได้ ต้องหางานมาให้ตัวเองทำอย่างสม่ำเสมอ เช่นงานผ่าฟืนตัดฟืนนั้น ลูกเขยต้องจัดหาไม้ทำฟืนไว้ใช้พอใช้ตลอดปี วันไหนขี้เกียจขึ้นมา อยากจะพักผ่อนก็กลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านพ่อแม่ตัวเอง แต่ว่างานทุกอย่างทางพ่อตาแม่ยาย พี่เมียน้องเมีย ถ้ามี เขาก็จะช่วยทำด้วย ส่วนเงินทองที่จับจ่ายใช้สอย เป็นเรื่องของกระเป๋าใครกระเป๋ามัน ดังนั้นเมื่อว่างจากงานทำนา ลูกเขยจึงต้องปลูกพืชไร่ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง กระเทียม เป็นต้น เพื่อขายเก็บเงินไว้สำหรับ ๒ คนผัวเมีย

การแยกลงตั้งเรือน

หลังจากที่มาอยู่รับใช้ พ่อแม่เมียได้ประมาณ ๓ ปี บางรายอาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น เมื่อเก็บสะสมเงินทองได้พอสมควรแล้วก็จะแยกตั้งเรือนใหม่ในที่ดินของพ่อแม่ เมีย เรียกว่า ลงเรือน ลงตั้งอยู่ ตั้งหม้อเข้าเตาไฟ ลงหลักปักเสา หรือปักซั้งตั้งกิน แล้วแต่จะเรียกในแต่ละท้องถิ่นในระหว่างที่อยู่กับพ่อเมียแม่เมีย ฝ่ายชายจะสะสมไม้เครื่องเรือน เช่น เสาเรือน ๙ ต้น หรือ ๑๒ ต้น ตามแบบที่คิดเอาถ้าเป็นการสะสมเตรียมตัวอย่างนี้มักจะหาเอาเสาไม้จิง ไม้ที่นิยมนำมาเป็นเสาเรือนนอกจากไม่สักแล้วก็อาจมี ไม้แดง ไม้เพา ไม้ประดู่ ไม้แงะ ส่วนเครื่องบนนั้นจะเป็นไม้จิงหรือไม้ไผ่ก็แล้วแต่ความสามารถของฝ่ายชาย ถ้าไม่มีการสะสมไม้เครื่องเรือนไว้ก่อนก็จะปลูกเรือนเป็นไม้ไผ่ทั้งหมด ไม้ไผ่ที่นิยมนำมาเป็นเสาและขื่อแป คือไม้ไผ่ตงหรือไม้สีสุกเพราะไม้ ๒ อย่างนี้จะฝังอยู่ในดินทนได้ถึง ๓ ปีกว่าจะผุ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่ไภตาคือกรองหญิงคาให้เป็นตับเตรียมไว้ และจะเตรียมสิ่งของที่ใช้ในครัวเรือน เดือนที่นิยมปลูกเรือนใหม่ คือเดือนหลังการเก็บเกี่ยว คือเดือน ๔, ๖, ๘, และเดือน ๙ การปลูกเรือนที่คู่สมรสสร้างขึ้นเป็นหลังแรกซึ่งเป็นเรือนชั่วคราวนี้ ชาวบ้านจะมาช่วยกันสร้างให้ ซึ่งจะเสร็จภายในวันเดียวก็ขึ้นอยู่ขึ้นนอนได้เรียกว่า ปกวันนั้น ขึ้นวันนั้น ค่าใช้จ่ายในการปลูกบ้านก็จะมีเรื่องการทำอาหารเลี้ยงชาวบ้านที่มาช่วยงาน ๒ มื้อ เป็นต้น


เมื่อบ้านเสร็จ ในวันที่ตรงกับวันที่ไม่ดีก็จะยังไม่มีการขึ้นอยู่ ต่อเมื่อดูวันได้วันที่ดีแล้วจึงจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดและเทศน์หลังอาหารมื้อ เย็น ซึ่งพระสงฆ์จะเทศน์จากคัมภีร์ ๑ ผูก คัมภีร์ที่ใช้ในงานขึ้นบ้านใหม่ประกอบด้วย อุณหัสวิไชย สารากริกวิชชาสูตร มหาชัยมงคล บารมีและโลกาวุฒิ เป็นต้น ในวันที่ขึ้นเรือนใหม่นั้น ฝ่ายพ่อตาแม่ยายจะแบ่งเครื่องใช้ในครัวเรือนให้ เช่น ครก ไหข้าว เป็นต้น แม้จะตั้งเรือนอยู่เองแต่ก็ยังอยู่ในความดูแลช่วยให้คำแนะนำจากพ่อตาแม่ ยายอยู่

 

ที่มา: เว็บไซต์ล้านนาคดี http://lanna.mju.ac.th/ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ "ทุกภาพ ทุกตัวอักษร มอบเป็นวิทยาทานแด่ทุกท่าน"

คุณถูกใจบทความไหม? LIKE
ถูกใจ Fanpage



Tags บทความที่เกี่ยวข้อง : พิธีแต่งงานแบบไทย


คุณรู้สึกอย่างไร? กับบทความนี้ แสดงความคิดเห็น


 

Weddinginlove Showcase , Weddinginlove โชว์ผลงาน งานแต่งงาน

 
 


ต้นข้าว เวดดิ้ง สตูดิโอ พิจิตร
ต้นข้าว เวดดิ้ง สตูดิโอ พิจิตร
ต้นข้าว เวดดิ้ง สตูดิโอ พิจิตร เจ้าของรางวัล " รองแชมป์โลก ประเภทแต่งหน้าเจ้าสาว Evening Make - Up C.A.T/C.MC. 2012 " l...
เพราะรัก เวดดิ้ง สตูดิโอ สระบุรี
เพราะรัก เวดดิ้ง สตูดิโอ สระบุรี
เพราะรัก เวดดิ้ง สตูดิโอ สระบุรี สุดยอดการแต่ง - ทำผม ระดับต้นของประเทศไทย บริการถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ทั้งในสตูดิโอและนอก...
Kanong Frame บริการพิมพ์ภาพ Canvas
Kanong Frame บริการพิมพ์ภาพ Canvas
คะนองเฟรม เป็นผู้ให้บริการพิมพ์ภาพลงบนผ้าใบ (canvas) เข้าเฟรมไม้ พร้อมจัดส่งถึงบ้าน ด้วยงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ สามารถใช้งาน...
Marda Wedding Studio
Marda Wedding Studio
" เป็นภาพถ่ายคู่วิวาห์ ที่ดูมีชีวิตชีวา อบอุ่น ..สดใส ดูเป็นธรรมชาติ " เราให้ความสำคัญทั้งทางด้านมาตรฐานชิ...
Amote Wedding & Studio
Amote Wedding & Studio
อโมเต้ เวดดิ้ง แอนด์ สตูดิโอ พร้อมที่จะช่วยเติมเต็มวันที่สาคัญที่สุดของคุณ ด้วยบริการครบวงจรไม่ว่าจะเป็น ตัด-เช่าชุดแต่ง...
Kasalong Wedding Planner and Organizer
Kasalong Wedding Planner and Organizer
Kasalong Wedding Planner and Organizer บริการจัดงานแต่งงาน แบบครบวงจร รับจัดซุ้มดอกไม้แต่งงาน , เวดดิ้ง แพลนเนอร์ , บริ...
เรือนไทย ศาลายา
เรือนไทย ศาลายา
ขอแนะนำเรือนไทย ศาลายา : สถานที่จัดเลี้ยง จัดสัมมนา หรือ จัดงานแต่งงาน สวยงามและ เก๋ ๆ แบบไทยภาคกลาง สถานที่จัดเลี้ยงแต...
ร้าน อิงรัก
ร้าน อิงรัก
ร้าน อิงรัก รับทำการ์ดแต่งงาน ของชำร่วย ให้เช่าชุดตั่งรดน้ำ และให้เช่าของใช้งานพิธีแต่งงาน...โปรโมชั่น แพ็คเกจพิธีเช้าเ...
 
แต่งงาน แต่งงาน แต่งงาน
Wedding Directory

Follow Us :
CONTACT US
ติดต่อลงโฆษณา Tel: 08 4117 5005, 08 9128 5005, 08 4871 2132
Email: weddinginlove.com@gmail.com , info@weddinginlove.com
LINE ID: wedinloveth
เพิ่มเพื่อน

Copyright@2017 www.weddinginlove.com. All Right Reserved.