
ก่อนอื่นคู่บ่าวสาวต้องเลือกก่อนว่าต้องการการ์ดแต่งงานลักษณะแบบไหน เพราะการ์ดแต่งงานจะมีอยู่สองลักษณะด้วยกัน คือ
- การ์ดแบบเป็นทางการ จะเป็นการ์ดที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาที่เน้นความถูกต้องและสุภาพเรียบร้อย เช่นเดียวกับลักษณะของตัวอักษร กระดาษ สีของกระดาษและสี
ของหมึกที่ใช้ การพิมพ์ ที่ก็ต้องดูสุภาพเรียบร้อยด้วยเช่นเดียวกัน
- การ์ดแบบไม่เป็นทางการ จะเป็นการ์ดที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ มีดีไซน์และวิธีการนำเสนอที่หลากหลาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาพถ่าย ภาพกราฟฟิก ภาพการ์ตูน การ
ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยวิธีการต่างๆ การใช้ภาษาก็อาจจะเลือกใช้คำให้สอดคล้องกับลักษณะหรือภาพในการ์ดเชิญ
แต่ก็มีคู่บ่าวสาวหลายๆ คู่ เลือกใช้การ์ดแต่งงานทั้ง 2 แบบเลย เพราะต้องการมอบให้ตรงกับกลุ่มของแขกที่จะได้รับเชิญ โดยเลือกใช้การ์ดแบบเป็นทางการสำหรับแขกผู้ใหญ่ และการ์ดแบบไม่เป็นทางการสำหรับเพื่อนๆ และคนสนิทของคู่บ่าวสาว

เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการลักษณะของการ์ดแต่งงานเป็นแบบไหน ต่อไปเราก็ต้องมาดูว่า จะเลือกใช้การ์ดแต่งงานประเภทไหน และมีรูปแบบของการพับการ์ดได้อย่างไร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ประเภทของการ์ดแต่งงาน
1. การ์ดสำเร็จรูป (Ready Card) เป็นการ์ดที่พิมพ์ขึ้นในรูปแบบที่จำกัด แต่พิมพ์ขึ้นครั้งละเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถแก้ไขรูปแบบของการ์ดได้ จะมีเพียงข้อความบนการ์ดเท่านั้นที่สามารถเลือกปั๊มฟรอยด์สีเป็นสีเงินหรือสีทองเท่านั้น สามารถหาซื้อได้ง่าย และมีราคาไม่แพง
2. ฟิวชั่น หรือ โมเดิร์นการ์ด (Fusion / Modern Card) จะมีลักษณะคล้ายกับการ์ดสำเร็จรูป คือจะพิมพ์ครั้งละจำนวนมาก และสามารถเปลี่ยนได้เฉพาะตัวอักษร แต่จะมีความสวยงามกว่าการ์ดสำเร็จรูป เพราะเป็นการ์ดที่ทางร้านเป็นผู้ออกแบบการ์ดเอง
3. การ์ดปรับเปลี่ยนได้ (Custom – Made Card) เป็นการ์ดที่มีรูปแบบสวยงามและมีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น โดยทางร้านจะมีแบบให้เลือกอยู่ก่อนแล้ว แต่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงสีและรูปแบบได้บางส่วน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากเหมือนการ์ดเฉพาะบุคคล มีราคาอยู่ในระดับกลางถึงสูง และต้องใช้เวลาในการผลิตนานกว่าการ์ดทั้งสองแบบข้างบน
4. การ์ดเฉพาะบุคคล (Personalized Card) เป็นการ์ดที่สามารถออกแบบ ปรับปรุง แก้ไขรูปแบบและดีไซน์ได้ตามความพอใจ เป็นการ์ดที่ถูกออกแบบเฉพาะสำหรับงานนั้นๆ สามารถออกแบบให้เข้ากับธีมของงานแต่งงานได้ แต่การ์ดชนิดนี้จะมีราคาสูงและใช้เวลาในการผลิตนานกว่าการ์ดชนิดอื่นๆ
นอกจากประเภทของการ์ดแล้ว รูปแบบการพับการ์ดก็ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเนรมิตให้การ์ดแต่งงานออกมาสวยงามดูดีเป็นที่ประทับใจแก่ทุกคน ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าการ์ดสวยๆ จะสามารถพับออกมาได้กี่รูปแบบกัน
1. Flat Card คือการ์ดที่ไม่มีการพับ และมีข้อความพิมพ์อยู่ที่ด้านหน้า
2. Card with Wrap คือการ์ดที่มีกระดาษเป็นไส้ด้านใน และกระดาษอีกแผ่นที่ห่ออยู่ด้านนอก โดยกระดาษที่เป็นไส้ด้านในจะมีข้อความพิมพ์อยู่บนนั้น
3. Slide Fold คือการ์ดพับเปิดด้านข้าง มีข้อความอยู่ที่ด้านหน้าและด้านในของการ์ด
4. Top Fold คือ การ์ดที่พับเปิดด้านบน มีข้อความอยู่ที่ด้านหน้าและด้านในของการ์ด
5. Tri – Fold คือ การ์ดที่พับเป็น 3 ตอน ด้านหน้าพับซ้อนกัน 2 ครั้ง เมื่อเปิดกว้างออกจะมีข้อความอยู่ในตอนกลางของกระดาษ
6. Gate – Fold คือ การ์ดที่มีลักษณะการพับเป็น 3 ตอน เช่นเดียวกับการ์ดรูปแบบ Tri – Fold แต่ที่ด้านหน้ากระดาษจะไม่ซ้อนกัน การเปิดการ์ดจะเหมือนกับการเปิดประตูที่มีบานประตู 2 บาน เมื่อเปิดออกจะพบข้อความที่พิมพ์อยู่ที่ตอนกลางของกระดาษ

และสุดท้ายการที่จะทำให้การ์ดมีราคาแตกต่างกัน นอกจากจะขึ้นอยู่กับประเภทและรูปแบบของการ์ดแล้ว ยังขึ้นอยู่กับจำนวนที่พิมพ์ เพราะยิ่งพิมพ์จำนวนมาก ราคาจะยิ่งถูกลง กระดาษที่เลือกใช้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน และยังรวมไปถึงเทคนิคการพิมพ์ต่างๆ เช่น ปั๊มเงิน ปั๊มทอง ปั๊มนาค ปั๊มนูน อาบสปอตให้เกิดความมันหรือด้าน การประดับตกแต่งด้วยวัสดุต่างๆ การปรุกระดาษ และวิธีการต่างๆ อีกมากมายล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยทั้งสิ้น